เมนูฤดูร้อน ของ L’ATELIER de Joel Robuchon เจ้าของมิชิลินสตาร์มากที่สุดในโลก 31 ดวง! สัมผัสได้ในราคา 2,950บ (3คอร์ส)

LINE it!

 
       Joel robuchon ได้รับการจารึกว่าเป็นเชฟที่ได้ “ดาว” มากที่สุดในโลก จากภัตตาคารหลายแห่งทั่วโลก ถึง 31 ดวง (สถิติล่าสุด เมษายน 61) ซึ่งดาวที่ได้ส่วนมากระดับ 2 ถึง 3 ดาวเลยน้า
 

 
และโชคดีเป็นของคนไทยค่ะ เมื่อโจเอล โรบูชง มาเปิด ลัตเตอลิเยร์ เดอ โจเอล โรบูชอง (L’ATELIER de Joel Robuchon) ที่อาคารมหานคร คิวบ์ กรุงเทพฯ โดยมอบหมายให้ เชฟโอลิวิเยร์ ลิมูแซง รับหน้าที่รังสรรค์อาหารฝรั่งเศสแบบทั้งคลาสสิกและร่วมสมัย
 

 
โทนสีของร้านก็เลยเน้นสีแดง ดำ และขาว ในบรรยากาศของซูชิบาร์แบบญี่ปุ่น ให้เราเพลิดเพลินไปกับ Open-Kitchen เรียกได้ว่าเห็นทุกขั้นตอนการทำงานของเชฟกันเลยทีเดียว ผสานกับการกิน “ทาปาสบาร์” ในสไตล์อาหารสเปนเผ็ดร้อน ที่สื่อออกมาเป็นสีแดงเพลิงของร้านนั่นเอง แต่ถึงเราจะมาร้านอาหารระดับโลกขนาดนี้ ก็ไม่ต้องเกร็งน้า เพราะเชฟและพนักงานที่นี่ช่างเฟรนลี่กันทุกคนเลย ก็เลยนั่งกินแบบสบายๆค่ะ
 

 
L’ATELIER de Joel Robuchon ยังคงคอนเซปต์เดิมทั่วโลก ซึ่งก็คือขยันเปลี่ยนเมนูตามฤดูกาล ประมาณสี่หรือห้าครั้งต่อปี ครั้งละ 2 ถึง 3 สัปดาห์ โดยมีเซตอาหารกลางวัน อาหารค่ำ อาหารจานเดี่ยว แต่ที่โดนใจสาวๆมากที่สุดน่าจะเป็น “ของหวานเสิร์ฟในรถเข็น” และ “ชีสเสิร์ฟในรถเข็น” เพราะทันทีที่เค้าเข็นเข้ามา สาวๆก็เริ่มคลั่งกันแล้วค่ะ
 

 

 

 

 

 

 

 

 
สำหรับฤดูร้อนนี้ เชฟลิมูแซงเลือกใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวงถึง 40% อาทิเช่น เครย์ฟิช (กุ้ง) คุณภาพเยี่ยม (ส่งถึงร้านแบบเป็นๆ) ไก่เบรส พีชในฤดูกาล อโวคาโด และผักชีสด เพราะเชฟเกิดความประทับใจทั้งเรื่องราวและความสดใหม่ของผลิตผล ตั้งแต่ได้เดินทางไปชมโครงการหลวงที่ภาคเหนือของประเทศไทยด้วยตัวเอง “การทำอาหารของผมถือความสด รสชาติ และเท็กซ์เจอร์เป็นสำคัญ” เชฟกล่าว
 
โดยที่วันนี้เราจะได้ชิมเซ็ตอาหารกลางวัน 3-course menu ค่ะ ไปดูหน้าตากันเลยเน้อ

 

 
จิ้มเครื่องดื่มที่ต้องการไปเลยค่า
 

 

 
Bread Basket
 
เริ่มต้นมื้อนี้ด้วย Bread Basket ค่ะ มีขนมปังให้เลือกแยะเลย โดยที่ทางร้านจะอบสดใหม่ทุกวัน เป็นอีก 1 hi-light ที่ใครไปก็ต้องพูดถึงในความอร่อย

ตามมาด้วย amuse bouche ของทางร้าน ที่จะเปลี่ยนทุกๆ 2 อาทิตย์ ดังนั้นถ้าไปกินเองแล้วไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ไม่ต้องแปลกใจค่ะ

 

 
คอร์สแรก เลือกได้ระหว่าง Vaucluse white asparagus with Iberico ham veal jus หรือ Crispy poached egg and on a delicate cream and smoked Scottish salmon แต่ชิ้งไปทั้งที ไม่เลือกค่ะ ขอเก็บเธอไว้ทั้ง 2 จาน อิอิ
 
“L’asperge blanche” (Vaucluse white asparagus with Iberico ham veal jus)
 

 

 

 

 
จานแรกเป็นหน่อไม้ฝรั่งขาวจากเมืองแวนกลูซกับไอเบอริโกแฮม (Vaucluse white asparagus with Iberico ham veal jus) เข้าคู่กับซอสที่เคี่ยวจากเนื้อลูกวัว เสิร์ฟมาพร้อมกับซอส 2 แบบ หน่อไม้ฝรั่งขาวสดจนได้รสหวานอ่อนๆอย่างเป็นธรรมชาติ ย่างมาได้กรอบกำลังดี ด้านบนเป็น cured Iberico ham ที่ออกเค็มๆหอมๆ แล้วก็มีพาเมซานชีสด้วย ซอสอร่อยทั้ง 2 ตัวเลย แต่ชิ้งชอบซอสที่ออกเขียวนิดๆมากกว่า เพราะจะได้กลิ่นวาซาบิฉุนๆด้วย ตัดเลี่ยนดีค่ะ
 
Crispy poached egg and on a delicate cream and smoked Scottish salmon
 

 

 

 

 
Crispy poached egg and on a delicate cream and smoked Scottish salmon จานนี้สวยมากหยั่งกับกำลังชมดอกไม้บานในฤดูร้อนหยั่งไงหยั่งงั้น มันคือไข่ลวก หรือ poached egg ที่ถูกพันด้วยเกล็ดขนมปังกรอบๆ กินกับครีมซอส และปลาแซลมอนรมควันที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็ก ออนท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอน ไข่กุ้ง ดอกไม้กินได้ และผักชีลาว จานนี้งานดีจิงๆค่ะ ได้โปรดเชยชมความพิถันพิถันของเชฟก่อนจะใช้มีดกรีดลงไปด้วยนะคะ งานเค้าละเอียดจิงๆ กลิ่นผักชีลาวมันช่วยทำให้จานนี้เพอร์เฟค จิงๆนะ
 
คอร์ส 2 ก็เช่นกันค่ะ เลือกได้ระหว่าง Seared Hokkaido scallop served with cauliflower risotto style and lobster sauce หรือ Fillet or lamb in a parsley crust, thin summery green peas mousse 

 

 

 

 

 

 
Seared Hokkaido scallop served with cauliflower risotto style and lobster sauce หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างเสิร์ฟมากับรีซอตโต้ดอกกะหล่ำและล็อบสเตอร์ซอส ดอกกะหล่ำจากโครงการหลวงเอามาทำเหมือนริซอตโต้ หน้าตาคล้ายข้าวต้มขลุกขลิก แต่พอเคี้ยวแล้วมันก็จะกรุบๆ พนักงานจะเดินมาราดครีมโฟมดอกกะหล่ำและซอสล็อบสเตอร์ให้ ตกแต่งด้วยผักไมโครและแผ่นหมึกดำที่ทำเป็นตาข่ายกรอบ ๆ เชฟบอกว่าดอกกะหล่ำจากโครงการหลวงมีคุณภาพดีจึงได้แรงบันดาลใจมาปรุงเหมือนริซอตโต้ โดยปรุงรสชาติอ่อน ๆ สุกกำลังดีไม่สุกมากเกินไป ถือเป็นจานที่อร่อยฝุดๆเลยค่ะ ครีมมี่กำลังดี ได้กลิ่น lobster sauce หอมๆ หอยเชลล์ก็ sear มาได้สุกกำลังดีเลย แล้วมี texture กรุบๆของ cauliflower risotto ให้ได้เคี้ยวเพลินๆ
 
Fillet or lamb in a parsley crust, thin summery green peas mousse
 

 

 

 

 

 
Mashed potato
 
Fillet or lamb in a parsley crust, thin summery green peas mousse เนื้อแกะห่อ parsley crust สมุนไพรย่าง เสิร์ฟมากับซอสถั่วลันเตา ตกแต่งด้วย ผักไมโคร เชฟพันชิ้นเนื้อแกะด้วย parsley crust กรอบๆที่มีส่วนผสมของสมุนไพรอย่าง ใบมิ้นต์สด ใบพาร์สลีย์ กระเทียมและสมุนไพร แล้วทำให้เป็น crust กรอบๆ แต่รูปลักษณ์อาจจะดูคล้ายสาหร่ายคล้ำๆหน่อย อยากบอกว่า lamb เค้าดี๊ดี สีชมพูพิ้งค์สวยงามไร้ที่ติ ไม่สาบเลย แล้วก็นุ่มมากๆ มันช่างเข้ากันได้ดีกับ green peas mousse ที่เสิร์ฟมาด้วยกันเป็นที่ซู้ดดดดดดดดดด อ้อ mashed potato เค้าก็เจ้มจ้นได้ใจจิงๆค่ะ ไม่หวงเนยกันเลยทีเดียว
 
ตบท้ายด้วย dessert cart “ของหวานเสิร์ฟในรถเข็น” หรือ cheese cart “ชีสเสิร์ฟในรถเข็น” เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ ขอเลือกเป็นขนมหวานแล้วกันเน้อ

 

 

 

 
แต่เอาเข้าจริงรับประทานครบคอร์สก็อิ่มพอดี เชฟบอกว่า สามารถเลือกเป็นเซตลันช์หรือดินเนอร์ ประเภท 3, 5, 7 คอร์ส หรือจานเดี่ยวก็ได้ตามชอบ ในราคาจับต้องได้ เช่น เซตมื้อกลางวัน 3 คอร์สที่เห็นนี้ ราคา 2,950บาทค่ะ
 
อาหารจานใหม่อื่นๆสำหรับฤดูร้อนนี้
วัตถุดิบคือหัวใจหลักของอาหารจานใหม่ที่ลัตเตอลิเยร์ ซึ่งมีอาทิเช่น “L’ecrevisse” “L’asperge blanche” “Le bar en tartare” “ของหวานเสิร์ฟในรถเข็น” และ “ชีส เสิร์ฟในรถเข็น”

สำหรับอาหารกลางวันและอาหารค่ำ เชฟลิมูแซงแนะนำแอสพารากัสขาวและเขียว ที่กำลังอยู่ในฤดูกาลตอนนี้
อาหารกลางวันจานที่ไม่ควรพลาดสำหรับแอสพารากัสก็คือ “Le kampachi” และ “Le poulet fermier” สำหรับอาหารค่ำไม่มีอะไรจะน่าลิ้มลองไปกว่า “Le King crab” “L’artichaut” “L’ecrevisse” และ “L’agneau de lait” ส่วนของหวาน เชฟแนะนำให้เลือกจากรถเข็นที่เราเตรียมไว้
 
ส่วนอาหารซิกเนเจอร์ของลัตเตอลิเยร์ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ปอเปี๊ยะปูอลาสก้าและอโวคาโด ผักสดและส้มโอ เชฟเลือกอโวคาโดและส้มโอจากโครงการหลวง ผสานเข้ากับรสชาติของเนื้อปู สีสวย รสชาติก็ดี หรือ “L’ecrevisse” กุ้งเครย์ฟิชจากโครงการหลวงย่าง กับผักโครงการหลวง ได้แก่แครอท ซุกกินี และซอสที่เคี่ยวจากกุ้ง ทาร์รากอนและไวน์หวาน
 
ขอลากันไปด้วยภาพบรรยากาศร้านค่ะ

 

 

 

 

 

 

 
ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ลัตเตอลิเยร์ฯ เปลี่ยนกติกาของร้านเอาใจนักชิมโดยสามารถนำไวน์ที่ลูกค้าชื่นชอบมาดื่มได้ คิดค่าบริการเปิดขวด 1,500 บาท หรือจะเลือกไวน์ของที่ร้านที่มีหลากหลาย ทั้งไวน์จากโลกเก่าและโลกใหม่ ในราคาระหว่าง 1,200 ถึง 680,000 บาท ต่อขวด และสามารถสั่งเป็นแก้วในราคา 400 – 1,000 บาทได้
 
จิงๆแล้วภายในร้านจะแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆคือ ส่วนที่เป็น Open-Kitchen ที่นั่งแบบซูชิบาร์ด้านหน้า กับ ส่วนที่นั่งด้านในซึ่งค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวกว่า นอกจากนี้ก็ยังมีห้อง private ให้บริการด้วยค่ะ

 
บรรยากาศที่นั่งด้านใน จะค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวกว่า
 

 

 
ห้อง private ที่ 1
 

 
ห้อง private ที่ 2
 
LINE it!
ติดตามบทความดีๆ รีวิวอาหาร สูตรทำอาหารได้ที่นี่

สัญชาติอาหาร

:

ORIENTAL DELIGHT

ร้านอาหาร

: เมนูฤดูร้อน ของ L’ATELIER de Joel Robuchon เจ้าของมิชิลินสตาร์มากที่สุดในโลก 31 ดวง! สัมผัสได้ในราคา 2,950บ (3คอร์ส)

ที่อยู่

:

เปิดบริการ

:

โทรศัพท์

:

เว็บร้าน

:

พิกัดแผนที่ (GPS)

:

การเดินทาง

Last Edited : 31/07/2018